fbpx

7 สิ่งมหัศจรรย์ที่คุณต้องเจอเมื่อออกจากงานมาทำธุรกิจส่วนตัว

เคยมีหลายคนนึกแต่ไม่เคยถามตัวเองว่าจะเจออะไรบ้าง บางคนก็สงสัยหรือกลัวจนไม่กล้าลาออกมาจากงานประจำ ผมรวบรวมสิ่งที่ผมเจอเอง และจากประสบการณ์คนอื่น มาแชร์ให้เห็นภาพครับ เผื่อให้พิจารณาตัดสินใจว่าเราพร้อมจะออกมาทำธุรกิจของตัวเองรึยัง

1. คนรอบข้างบ่น

เรื่องแรกเลยที่ต้องเจอครับ คนรอบข้างบ่น ถามว่าทำไมถึงบ่น ตอบง่ายๆ คนรอบข้างเป็นห่วงเราครับ การทำธุรกิจนอกจากอิสรภาพและความร่ำรวยแล้ว ไม่มีอะไรน่าดึงดูดเลย ทั้งต้องใช้เวลาเยอะกว่าปกติ เสี่ยงที่จะเจ๊ง เครียด รายได้ประจำขาด ฯลฯ คนรอบข้างเลยบ่น แต่การบ่นคือการแสดงความเป็นห่วงครับ ถ้าไม่ห่วง เค้าไม่บ่น น้อยคนที่จะเจอคนสนับสนุนครับ เพราะถ้าเค้าคิดว่าคุณทำได้จริง เค้าเสนอให้คุณทำนานแล้ว

2. Lifestyle เปลี่ยนไป

จากคนที่เคยตื่นตีห้า ฝ่ารถติดมาติ๊ดบัตรตอนแปดโมง ไปกินข้าวครึ่งชั่วโมง เม้ากะเพื่อนอีกครึ่งชม. สิบเอ็ดครึ่งเริ่มไปถามเพื่อนว่าจะกินอะไร แล้วออกตัวกันตอนเที่ยง กลับมาอีกทีเกือบบ่ายสอง สี่โมงเย็นเดินล้างแก้วพร้อมมาเม้ากะเพื่อนเพื่อจ่อคิวรอห้าเด้ง (ห้าโมงตรงออกจากออฟฟิศทันที) เรื่องแบบนี้จะไม่เกิดขึ้นกับคุณอีกแล้วครับ คุณอาจจะทำงานแปดโมงเหมือนเดิม แต่งานคุณไม่เคยเสร็จ ไอ้นั่นก็ต้องทำ นี่ก็ยังไม่เสร็จ ลากยาวไปถึงห้าทุ่มเที่ยงคืน ยิ่งคนทำงานที่บ้านแล้วล่ะก็ มีโอกาสสูงเลย หรือ คุณอาจจะเริ่มงานเก้าโมง ทำไปได้สามชั่วโมง วันนี้มีลูกค้าสั่งของสองชิ้น เกินเป้าละ ไปหาอะไรกินฉลองตอนเที่ยงดีกว่า ไปห้างละกัน เพราะจะได้ไปดูตลาดทันที แล้วแวะกลับมาเคลียร์งานให้เสร็จตอนบ่าย (ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นจริง) จะนัดกับเพื่อนเย็นวันศุกร์ก็ไม่ได้แล้วครับ เงินต้องหา งานต้องทำ ไม่มีเวลาจริงๆ

3. ไม่เคยทำเอง เจอเหตุการณ์หน้างานเอง

คุณรู้มั้ยครับว่า VAT คืออะไร ถ้าถามคอนเสป คุณตอบได้ แล้วคุณรู้มั้ยครับว่า VAT ต้องยื่นสรรพากรตอนไหน วันที่เท่าไหร่ของเดือน เขียนเอกสารยังไง เอกสารชื่อว่าอะไร ค่าใช้จ่ายส่วนไหนบ้างที่ต้องยื่น สรรพากรที่คุณต้องไปหาอยู่ตรงไหน นั่นล่ะครับหนึ่งในร้อยอย่างที่คุณต้องเจอ แค่เรื่องนี้เรื่องเดียวคุณก็ปวดหัวแล้ว

4. โลกเราไม่สวยอย่างที่คิด

เรารู้กันใช่มั้ยครับว่าทำธุรกิจ สิ่งที่ต้องมีอย่างแรกเลยคือ ลูกค้า เรายังรู้อีกว่าต้องหาลูกค้าจากไหน ห้างไหนบ้างที่เราควรเข้า เราจะขายสินค้าอะไร ราคาเท่าไหร่ มีโปรโมชั่นซัพพอร์ทอะไรบ้าง แต่ที่ผมจะถามคือแล้วรู้ได้ยังไงครับว่าลูกค้าจะซื้อของจากเรา ถ้าสิ่งที่เราเสนอมาทั้งหมด มันดีมากเลย แต่ลูกค้าไม่ซื้อของจากเรา จะทำยังไงครับ โลกเรามีเรื่องแบบนี้อยู่จริงนะครับ สินค้าดี ราคาถูก แต่ถ้าลูกค้าไม่ซื้อของกับเรา ไม่มีเงินเข้าบริษัท ทุกอย่างก็จบ

5. ท้อแท้สิ้นหวัง หมดกำลังใจ หาหนังสืออ่าน ดูหมอบ่อยๆ

บางคนจากเคยทำงานประจำ มีความมั่นใจในตนเองสูงส่ง พูดอะไรถูกหมด ทำอะไรได้ผลหมด พอมาเจอธุรกิจตัวเอง มันอาจจะไม่ใช่อย่างนั้นครับ การทำงานในบริษัททุกอย่างมีขั้นตอนมีการตรวจสอบคิดวิเคราะห์ถี่ถ้วน การกระทำเหล่านั้น ทำให้เราลดความเสียงไปได้เยอะ แต่ธุรกิจเรา มีเราคิดเองคนเดียว อาจจะไม่ถี่ถ้วนพอ ไปขายของ บริษัทเรายังเพิ่งเกิด อัตราการปฏิเสธสูงมาก ถ้าหัวใจไม่แกร่งจริง มองโลกไม่บวกสุดๆจริง เราคงต้องท้อแท้กันแน่นอน บางทีท้อแท้จนกระทั่งไปกว้านซื้อหนังสือทุกเล่มที่มีคำว่ารวย หรือแอบไปดูหมอสร้างกำลังใจก็มีนะครับ

6. อะไรก็ได้ เอาหมด

ในวันที่เราหมดหนทางสุดๆ เราคงต้องหาอะไรใหม่ๆ ทำ ถึงจุดนี้ล่ะ มันจะมีแขกไม่ได้รับเชิญ (สิ่งที่เราไม่ได้ตั้งใจจะทำ) แวะเวียนเข้ามาหาครับ “เพื่อนเครียดเหรอ มาขายประกันมั้ยรายได้ดีนะ” “ถ้าเธอไม่อยากทำธุรกิจแล้วเหนื่อยมาขายตรงกับเราสิ ไม่ต้องคิดมากแค่ทำตามคนสำเร็จ” โอกาสพวกนี้ใช่ว่าไม่ดี แต่เราต้องตอบตัวเองให้ได้ว่า เราต้องการทำอะไรกันแน่ ธุรกิจแบบไหนที่เป็นตัวเรา บางทีลูกค้าอาจจะเปลี่ยนใจมาสั่งของเราในวันที่เราจะเลิกทำแล้ว หรือบางคนอาจจะรุ่งในทางนี้ก็ได้ใครจะไปรู้ครับ

7. ความคิดและมุมมองของชีวิตเปลี่ยนไป

หลังจากนั้นเราก็จะถึงช่วงที่คิดว่าชีวิตมันเหนื่อยจัง ทำธุรกิจก็ยาก ขายของออนไลน์ก็ลำบาก ขายตรงก็กลัว เล่นหุ้นก็ไม่เป็น สรุปคือทำอะไรไม่เป็นชิ้นอันสักอย่าง จนมาทำให้เราคิดได้เองว่าตกลงกูทำอะไรอยู่ จุดนี้สำคัญมากครับสำหรับเถ้าแก่ใหม่ทุกคน จากเดิมที่เคยคิดว่าเราจะขายของทุกอย่างบนโลกใบนี้ ให้แก่ทุกคนบนโลกใบนี้ บริษัทของเราจะเติบใหญ่มีพนักงานเป็นร้อย มีแผนกเยอะแยะเต็มไปหมดนั้น คุณจะเริ่มคิดได้แล้วว่าอะไรใช่สำหรับคุณ อะไรไม่ใช่สำหรับคุณ

ที่ผมเขียนมาทั้งหมดนี้เพื่อให้รู้และเตรียมใจเจอครับ เป็นประสบการณ์อีกมุมหนึ่งจากหลายๆ มุม เพื่อที่จะได้ให้ผู้อ่านมีภูมิคุ้มกันต่ออุปสรรคในการทำธุรกิจครับ

Leave a Comment

Your email address will not be published.

error: Content is protected !!